Hotline 0-2530-2556 Quality Hospital Green Hospital 22 ปี Green Hospital

Health knowledge

<< Back
 LASIK ครบทุกทางเลือกในการรักษาสายตา

เลสิค Lasik
     เป็นวิวัฒนาการในการแก้ไขสายตาที่ผิดปกติทั้งสาย ตาสั้น สายตายาว และสายตาเอียงโดยอาศัย เครื่อง Excimer Laser ซึ่งโรงพยาบาลลาดพร้าว พร้อมที่จะให้การผ่าตัดรักษาด้วยเครื่องเลเซอร์รุ่นที่ 4  (4 Generation Wavefront Laser) ซึ่งให้ความแม่นยำสูงสุดในปัจจุบัน

เลสิก คือ 
     การผ่าตัดแก้ไขภาวะสายตาผิดปกติโดยการใช้เลเซอร์ชนิดเรียกว่า “เอ็กไซเมอร์เลเซอร์”(Excimer Laser) ซึ่งเป็นเลเซอร์ความยาวคลื่นสั้น ในระดับ อัลตราไวโอเลต (193 nm.) เป็นแสงเลเซอร์แบบเย็น ซึ่งจะทำปฏิกริยาเฉพาะพื้นที่ผิวสัมผัสเท่านั้น ไม่กระจายไปด้านข้าง หรือ ผ่านทะลุเข้าไปภายในลูกตาแต่อย่างใด โดยจะใช้ร่วมกับ เครื่องมือแยกชั้นกระจกตาออก ประมาณ 1 ใน 3ของความหนากระจกตาทั้งหมด แล้วยิงเลเซอร์ไปที่เนื้อกระจกตาทั้งหมด แล้วยิงเลเซอร์ไปที่เนื้อกระจกตาชั้นกลาง เพื่อปรับเปลี่ยนความโค้ง เสร็งแล้วจึงปิดกระจกตากลับลงไปตำแหน่งเดิม ทั้งหมดนี้รวมเป็นการผ่าตัดที่เรียกว่า “เลเซอร์ อิน-สิตู เคอราโต มิลูซิส” (Laser in-situ Kerato-mileusis) หรือเลสิก (LASIK) ซึ่งเป็นวิธีการรักษาสายตาผิดปกติที่แน่นอนและแม่นยำในปัจจุบันนี้

เลสิก LASIK
      ก่อนเข้ารับการรักษาแพทย์จะวัดสายตาว่ามีภาวะสายตาสั้น ยาว เอียง เท่าไหร่ และตรวจสายตาโดยละเอียดในสภาพที่ม่านตาปกติและม่านตาถูกขยายด้วยยาหยอดขยายม่านตา, ตรวจปริมาณน้ำตา, ตรวจความแข็งแรงของกระจกตาโดยทั่วไป สุดท้ายก็จะตรวจสภาพจอประสาทตา ข้อมูลที่ได้มทั้งหมด แพทย์จะนำมาสรุปให้คำแนะนำวิธีการผ่าตัดที่เหมาะสมแก่ผู้รับการรักษาต่อไป ผู้ที่ใช้เลนส์สัมผัสชนิดแข็ง หรือกึ่งแข็งกึ่งนิ่มจะต้องงดใช้เลนส์สัมผัสประมาณ 7-14 วัน
ข้อควรทราบเพิ่มเติม
-   การรักษาชนิดนี้ไม่มีความเจ็บปวด เนื่องจากแพทย์จะใช้ยาชาหยอด ก่อนและในระหว่างการผ่าตัดเลยไม่จำเป็นต้องใช้ยาฉีด หรือยาสลบแต่อย่างใด
-   การรักษาชนิดนี้ใช้เวลาในการผ่าตัดประมาณ 10-15นาที ต่อการรักษา 1 ข้าง และสามารถกลับบ้านได้ทันทีหลังการรักษา
-   การรักษาชนิดนี้มีระยะพักฟื้นที่เร็วมากเพียงไม่กี่ชั่วโมง ก็จะเป็นปกติ ส่วนใหญ่สามารถไปทำงานได้ในวันรุ่งขึ้นหลังการรักษาโดยทั่วไปแล้วการมองเห็นมักจะดีขึ้นทันที หลังการรักษา แต่จะเห็นได้ชัดเจนเมื่อได้รับการเปิดตาจากแพทย์ในวัรรุ่งขึ้น
-   การรักษาชนิดนิ่มความแม่นยำสูงมาก อย่างไรก็ตามผลการรักษาขึ้นอยู่กับความมากน้อยของภาวะสายตาผิดปกติก่อนเข้ารับการรักษา

EPI-LASIK คืออะไร
      เป็นเครื่องมือใหม่ที่พัฒนาวิธีผ่านผิวกระจกตาจากวิธีเดิม เครื่องมือนี้สามารถตัดฝาให้บางลง และตัดเฉพาะผิวกระจกตาเท่านั้นโดยไม่เข้าไปในเนื้อกระจกตา ทำให้ผิวที่ฝานมีความหนาเพียง 50 ไมครอน(0.005 ม.ม) แตกต่างจาก LASIK ปกติ ที่มีความหนาถึง 110-160 ไมครอน (0.11-0.16 ม.ม) ส่งผลให้เหลือเนื้อกระจกตามากขึ้น

     ข้อดีของการมีเนื้อกระจกตาเหลือหนามากขึ้น ทำให้แก้ไขปัญหาของคนสายตาสั้นมากได้ เพราะสามารถขยายความกว้างของบริเวณที่ยิงเลเซอร์ได้มากขึ้น ทำให้ลดปัญหาแสงกระจายทำให้มองเห็นในเวลากลางคืนได้ดีขึ้น ประกอบกับการที่ไม่ได้ตัดเข้าไป ในเนื้อกระจกตาทำให้ไม่ตัดโดนเส้นประสาทของแก้วตา ทำให้ โอกาสเกิดตาแห้งลดลงวิธีนี้ยังมี ข้อจำกัดอยู่บ้าง เช่น
-   หลังการผ่าตัดอาจต้องใส่คอนแทคเลนส์ชั่วคราว เพราะมีอาการเคืองตาและปวดมากกว่าการทำ LASIK ปกติ
-   เวลาที่สายตามองเห็นได้ดีเต็มที่จะช้ากว่าการทำการแก้ไขแบบLASIK ปกติ

การตรวจตาก่อนทำเลสิค
1.   แพทย์จะทำการวัดสายตาโดยละเอียดรวมถึงการวัดสายตาในสภาพที่ม่านตาขยายตัว ด้วยยาหยอดขยายม่านตา
2.   วัดความโค้งของกระจกตาและความหนาของกระจกตาด้วยคอมพิวเตอร์ที่ทันสมัย
3.   แพทย์จะทำการตรวจสภาพสายตาโดยละเอียดรวมถึงการตรวจสภาพ กระจกตาและจอประสาทตาจากข้อมูลที่ได้ทั้งหมดเพื่อสรุปและให้คำแนะนำกับผู้ที่เข้ารับการรักษา
4.   ผู้เข้ารับการตรวจที่ใส่คอนแทคเลนส์อย่างน้อย 3 วัน สำหรับเลนส์ชนิดนิ่มและ 7 วันสำหรับเลนส์ชนิดแข็ง

ขั้นตอนทำเลสิค
     เริ่มด้วยการใช้เครื่องมือ Microkeratome ในการแยกชั้นกระจกตา หลังจากนั้นใช้เครื่องเลเซอร์ชนิดพิเศษที่เรียกว่า Excimer Laser ทำการขัดผิวกระจกตา โดยขั้นตอนการใช้เลเซอร์นี้จะใช้เวลาแตกต่างกันตามแต่ความมากน้อยของความผิดปกติของสายตาก็จะสมานกลับเข้าที่เดิมธรรมชาติ ซึ่งในขั้นตอนในการรักษาใช้เวลาประมาณ 20 นาที

ข้อดีของการรักษาด้วยวิธี เลสิค
-   เลสิค เป็นการรักษาภาวะสายตาผิดปกติอย่างถาวร
-   ใช้เวลาในการผ่าตัดและการพักฟื้นสั้น แผลหายเร็ว
-   สามารถมองเห็นได้ทันทีหลังการผ่าตัด 
-   ไม่ต้องฉีดยาชา เพียงแต่ใช้ยาชาหยอดตา และไม่มีการเย็บแผล
-   กลับบ้านได้ทันทีหลังการผ่าตัด

 
ผู้ที่เหมาะสมสำหรับการรักษาด้วยวิธีเลสิค
-   มีอายุ 18 ปี ขึ้นไป
-  มีสายตาคงที่อย่างน้อย 1 ปี
-  ไม่มีโรคของกระจกตา เช่น โรคกระจกตาย้วย ตาแห้งอย่างรุนแรง และโรคตาอย่างอื่น เช่น จอประสาทตาเสื่อม หรือโรคทางร่างกายที่มีผลต่อการหายของแผล เช่น โรค SLE  โรคเบาหวาน หรือโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการขาดภูมิคุ้มกัน
-   ไม่อยู่ระหว่างตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร