Hotline 0-2530-2556 โรงพยาบาลคุณภาพ โรงพยาบาลสีเขียว 22 ปี Green Hospital

ประวัติความเป็นมาบริษัท

บริษัท โรงพยาบาล ลาดพร้าว จำกัด (มหาชน) ("บริษัทฯ) ประกอบธุรกิจ 3 กลุ่ม ได้แก่ (1) กลุ่มธุรกิจบริการด้านการแพทย์ ดำเนินการโดย บริษัทฯ และ บริษัท โรงพยาบาลลาดพร้าว 2 จำกัด (2) ธุรกิจให้บริการตรวจวิเคราะห์ ทดสอบ และวิจัยด้านอาหาร ผลิตผลการเกษตรและยา ดำเนินการโดยบริษัทย่อยคือ บริษัท ศูนย์ห้องปฏิบัติการและวิจัยทางการแพทย์และการเกษตรแห่งเอเซีย จำกัด ("AMARC") (3) ธุรกิจสนับสนุนการให้บริการทางการแพทย์และการพัฒนาธุรกิจ ดำเนินการโดย บริษัทย่อยคือ บริษัท ศูนย์บริหารจัดการธุรกิจแห่งเอเซีย จำกัด ("ABMC") โดยธุรกิจ 2 กลุ่มแรกถือเป็นธุรกิจหลักของบริษัทฯ ในขณะที่ธุรกิจกลุ่มที่ 3 เป็นธุรกิจดำเนินการเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานภายในของบริษัทฯ และบริษัทย่อย

บริษัท โรงพยาบาล ลาดพร้าว จำกัด (มหาชน) ("บริษัทฯ" หรือ "LPH") ก่อตั้งขึ้นโดยกลุ่มแพทย์และนักธุรกิจชั้นนำ เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2533 ภายใต้ชื่อ บริษัท โรงพยาบาลลาดพร้าว จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 1.00 ล้านบาท เพื่อดำเนินธุรกิจการให้บริการทางการแพทย์ และดำเนินการสถานพยาบาลเอกชนประเภทที่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน (โรงพยาบาลเอกชน) โดยใช้ชื่อว่า โรงพยาบาลลาดพร้าว ("โรงพยาบาลฯ") เนื่องจากผู้บริหารเล็งเห็นศักยภาพการเติบโตของชุมชุมในเขตลาดพร้าวว่าเป็นบริเวณที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว มีสถานที่ประกอบธุรกิจ ย่านการค้า แหล่งบันเทิง ที่พักอาศัยเกิดขึ้นอย่างมากมาย และมีการเพิ่มขึ้นของประชากรอย่างต่อเนื่อง จึงมีความต้องการทางด้านสาธารณสุขและสาธารณูปโภคเพิ่มขึ้น ปัจจุบันโรงพยาบาลฯ ตั้งอยู่ที่เลขที่ 2699 ถนนลาดพร้าว แขวงคลองเจ้าคุณสิงห์ เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ บริษัทมีการเพิ่มทุนจดทะเบียนเพื่อขยายศักยภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่อง บริษัทฯ ได้จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด และเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท โรงพยาบาล ลาดพร้าว จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2536

บริษัทฯ ดำเนินกิจการโรงพยาบาลเอกชน โดยให้บริการด้านการรักษาพยาบาลโรคทั่วไปและเป็นศูนย์รวมแพทย์เฉพาะทางสาขาต่างๆ โดยมีคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และผ่านการการอบรมทางด้านความรู้และเทคโนโลยีในการรักษาอย่างสม่ำเสมอ พร้อมกับการให้บริการด้วยเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย ส่งผลให้โรงพยาบาลฯ มีการให้บริการที่ได้รับการยอมรับในระดับมาตรฐานสากล โดยได้รับการรับรองมาตรฐานสถานพยาบาล (Hospital Accreditation: HA) ขั้นที่ 3 ซึ่งเป็นขั้นสูงสุดของมาตรฐานดังกล่าว จากสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) โดยเป็นการรับรองว่าโรงพยาบาลฯ มีการจัดระบบงานที่ดี เอื้อต่อการให้บริการได้อย่างมีคุณภาพและปลอดภัย มีความมุ่งมั่นที่จะทำงานให้มีคุณภาพและพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง และมีการตรวจสอบตนเองอย่างสม่ำเสมอ เพื่อทำให้ผู้ใช้บริการมีความมั่นใจได้ถึงคุณภาพการรักษาที่เป็นมาตรฐานสากลและการบริหารงานอย่างมืออาชีพ

โรงพยาบาลฯ มีการให้บริการตรวจรักษาพยาบาลในหลากหลายสาขา โดยมีศูนย์การแพทย์ที่ให้บริการทางการแพทย์ทั่วไป รวมถึงการให้ศูนย์บริการแพทย์เฉพาะทาง ดังนี้

• ศูนย์อายุรกรรมทั่วไป
• ศูนย์หัวใจและประสาทวิทยา
• ศูนย์ศัลยกรรมทั่วไป
• ศัลยกรรมกระดูกและข้อ
• ศูนย์โสตศอนาสิก
• ศูนย์จักษุ
• ศูนย์ผิวหนังและความงาม
• ศูนย์สุขภาพสตรี
• ศูนย์กุมารเวชกรรม
• ศูนย์พัฒนาการเด็ก
• ศูนย์ตรวจสุขภาพ
• ศูนย์ทันตกรรม
• ศูนย์อุบัติเหตุและฉุกเฉิน
• ศูนย์ไตเทียม
• ศูนย์จักษุวิทยา
• ศูนย์ระบบทางเดินอาหารและตับ
• ศูนย์ศัลยกรรมกระดูกและข้อ
• ศูนย์สมองและระบบประสาท
• ศูนย์ศัลยกรรมผิวหนังและความงาม

บริษัทฯ ยังคงปฏิบัติตามมาตรฐานต่างๆ ที่เคยได้รับอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่อง เพื่อสุขอนามัยของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษา และคุณภาพในการให้บริการรักษาพยาบาลของโรงพยาบาลฯ

บริษัทเป็นผู้ให้บริการผู้ประกันตนตามสิทธิโครงการประกันสังคม ที่มีผู้ประกันตนเลือกเข้ารับการดูแลจากโรงพยาบาลเต็มโควต้าสถานพยาบาลที่มีมาตรฐาน HA ซึ่งจัดได้ว่าเป็นกลุ่มลูกค้าที่สร้างรายได้ที่มั่นคงและยังเป็นกลุ่มที่ช่วยเสริมสร้างฐานลุกค้าที่สำคัญเช่นกัน จนถึงปัจจุบัน

ธุรกิจโรงพยาบาลเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันกันทั้งในด้านของความพร้อมในเรื่องของอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย บุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละสาขา รวมทั้งการให้บริการที่ครบวงจร และมีความรวดเร็ว เพื่อที่จะตอบสนองกับความต้องการของผู้ใช้บริการที่สูงขึ้น บริษัทฯ จึงมีแนวทางในการที่จะพัฒนาศักยภาพในการให้บริการรักษาพยาบาลของโรงพยาบาลฯ ซึ่งมีเป้าหมายดังนี้

1. เป็นโรงพยาบาลเพื่อชุมชน ที่ครอบคลุมกลุ่มผู้ใช้บริการทุกช่วงอายุที่อาศัยอยู่ในย่านลาดพร้าวและบริเวณใกล้เคียง โดยเน้นลูกค้าระดับกลางถึงบนขึ้นไป

2. เป็นศูนย์การแพทย์ในแต่ละสาขาการแพทย์อย่างครบวงจร โดยมุ่งเน้นในการพัฒนาศูนย์การแพทย์เฉพาะทางเพื่อก้าวสู่ความเป็นเลิศทางการแพทย์ โดยเริ่มต้นจากการรองรับกลุ่มประชากรผู้สูงอายุที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ได้แก่ ศูนย์ระบบทางเดินอาหารและโรคตับ ศูนย์จักษุ ศูนย์ศัลยกรรมกระดูกและข้อ ศูนย์สมองและประสาทวิทยา และศูนย์ผิวหนังและความงาม ซึ่งในกลุ่มผู้สูงอายุมีแนวโน้มที่จะเข้ารับการรักษาในศูนย์การแพทย์ดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น อาทิเช่น การรักษาผู้ป่วยในด้านทางอาหารโดยการส่องกล้อง การรักษาผู้ป่วยทางดวงตา เช่น โรคต้อกระจก โรคต้อหิน การรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาทางกระดูกและข้อ เช่น ผู้สูงอายุที่มีปัญหาข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน รวมทั้งผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อม หรือโรคอัลไซเมอร์ เป็นต้น นอกจากนี้ ในด้านของการรักษาโรคผิวหนังและการดูแลผิวพรรณของผู้สูงอายุ เช่น การเลเซอร์ลบริ้วรอย ฝ้า กระ ในกลุ่มผู้สูงอายุ มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

3. รักษาความเป็นผู้นำโรงพยาบาลสำหรับแม่และเด็กชั้นนำบนถนนลาดพร้าว โดยให้บริการด้านสูติ-นรีเวชกรรมแบบครบวงจร และการรักษาพยาบาลด้านกุมารเวชกรรมโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญครบทุกสาขา

4. เป็นศูนย์ตรวจสุขภาพครบวงจร โดยให้บริการตรวจสุขภาพประจำปีลูกค้ารายบุคคล ตรวจสุขภาพประจำปีพนักงานและผู้บริหารขององค์กรคู่สัญญาทั้งภายในและภายนอกสถานที่ ตรวจสุขภาพก่อนทำประกันชีวิต ตรวจสุขภาพก่อนทำงาน ตรวจสุขภาพก่อนไปทำงานต่างประเทศ เป็นต้น

5. ขยายพื้นที่เพื่อรองรับกลุ่มผู้ใช้บริการประกันสังคมและกลุ่มผู้สูงอายุซึ่งมีแนวโน้มเติบโตสูง โดยมีแผนการลงทุนเพื่อรองรับเป้าหมาย ดังนี้

5.1 ศูนย์การแพทย์ประกันสังคมลาดพร้าว เพื่อรองรับการขอขึ้นทะเบียนจำนวนโควต้าจากสำนักงานประกันสังคมเพิ่มเติม

5.2 สถานพักฟื้นและดูแลผู้สูงอายุลาดพร้าว เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรของประเทศไทยที่จะเข้าสู่ภาวะประชากรผู้สูงอายุ โดยจะทำให้บริษัทฯ สามารถบริการแก่ผู้ใช้บริการในกลุ่มผู้สูงอายุได้อย่างครบวงจร

ในปี 2539 บริษัทฯ ได้ก่อตั้ง บริษัท โรงพยาบาลลาดพร้าว 2 จำกัด ("LP2") ด้วยทุนจดทะเบียน 50.00 ล้านบาท มูลค่าหุ้นที่ตราไว้หุ้นละ 10.00 บาท โดยมีทุนชำระแล้วจำนวน 12.50 ล้านบาท โดยบริษัทฯ ถือหุ้นร้อยละ 99.99 ของทุนชำระแล้ว เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจให้บริการทางการแพทย์และโรงพยาบาลแห่งใหม่(อยู่ระหว่างดำเนินการตามแผนงานของโครงการในอนาคต) ปัจจุบัน LP2 จึงยังไม่มีการประกอบธุรกิจหลักใดๆ

นอกจากธุรกิจให้บริการทางการแพทย์แล้ว ในปี 2547 บริษัทฯ มีการขยายการดำเนินธุรกิจไปยังธุรกิจให้บริการตรวจวิเคราะห์ ทดสอบ และวิจัยด้านอาหาร ผลิตผลการเกษตรและยา โดยบริษัทฯ ได้ก่อตั้ง บริษัท ศูนย์ห้องปฏิบัติการและวิจัยทางการแพทย์และการเกษตรแห่งเอเซีย จำกัด ("AMARC") ด้วยทุนจดทะเบียน 100.00 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10.00 บาท ซึ่งบริษัทฯ ถือหุ้นอยู่ร้อยละ 99.99 มีการเพิ่มทุนชำระแล้วเต็มจำนวน 100.00 ล้านบาท ในปี 2548 บริษัทฯ มีเป้าหมายที่จะให้ AMARC เป็นศูนย์ห้องปฏิบัติการและวิจัยภาคเอกชนในประเทศไทย ที่ให้บริการตรวจวิเคราะห์ทางการแพทย์และการเกษตรที่ครบ ระหว่างปี 2551 – 2553 มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการถือหุ้น เพื่อความเป็นอิสระในการบริหาร เนื่องจาก AMARC มีนโยบายหลักในการให้บริการตรวจวิเคราะห์ทางการแพทย์ให้กับบริษัทและโรงพยาบาลทั่วไป บริษัทฯจึงขายเงินลงทุนทั้งหมดเพื่อให้ AMARC บริหารงานภายใต้การถือหุ้นโดยบริษัท ศูนย์บริหารจัดการธุรกิจแห่งเอเซีย จำกัด (ABMC)

อย่างไรก็ตาม จากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของงานให้บริการตรวจวิเคราะห์ทางการเกษตรและอาหาร สอดคล้องไปกับการเติบโตของธุรกิจเกษตรอาหาร เพื่อการบริโภคและการส่งออกของประเทศ และมีการให้บริการตรวจวิเคราะห์อย่างครบวงจรมากขึ้น ส่งผลให้ AMARC มีสัดส่วนรายได้จากการให้บริการตรวจวิเคราะห์ทางการเกษตรมากขึ้นจนเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 90 ในปี 2554 บริษัทฯ จึงได้เข้าลงทุนใน AMARC โดยการเข้าซื้อเงินลงทุนจาก ABMC ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นเดิมในราคาตามมูลค่าที่ตราไว้ คิดเป็นจำนวนเงินรวม 62.34 ล้านบาท และลงทุนในหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ AMARC ที่เสนอขายต่อผู้ถือหุ้นเดิมอีกจำนวน 34.80 ล้านบาท ที่ราคาตามมูลค่าที่ตราไว้ ทำให้บริษัทฯ มีเงินลงทุนใน AMARC ทั้งสิ้นเป็นจำนวนรวม 97.14 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทฯ ถือหุ้นใน AMARC รวมคิดเป็นร้อยละ 97.14 ของทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้วจำนวน 100.00 ล้านบาท จัดเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ ในปี 2554 จนถึงปัจจุบัน

ปัจจุบัน AMARC จัดเป็นบริษัทของไทยที่ให้บริการห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ด้านความสามารถและมาตรฐานในการให้บริการการตรวจวิเคราะห์ได้อย่างครอบคลุมความต้องการของผู้ใช้บริการ เช่น การตรวจผลิตภัณฑ์อาหารสดและอาหารสำเร็จรูป การตรวจผลิตผลด้านการเกษตร ปศุสัตว์ และประมง ทั้งที่นำเข้า ส่งออกและที่ผลิตเพื่อการบริโภคภายในประเทศ การตรวจวิเคราะห์ทางการแพทย์และเภสัชศาสตร์ การตรวจวิเคราะห์สอบเทียบเครื่องมือ และงานบริการเพื่อการวิจัยและพัฒนา เป็นต้น

ในปี 2555 บริษัทฯ มีการขยายการดำเนินงานในธุรกิจสนับสนุนการให้บริการทางการแพทย์และการพัฒนาธุรกิจ โดยได้เข้าลงทุนใน บริษัท ศูนย์บริหารจัดการแห่งเอเซีย จำกัด ("ABMC") ในสัดส่วนร้อยละ 55.00 และทำให้ ABMC มีสถานะเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2555 และมีการลงทุนเพิ่มในปี 2557 ส่งผลให้บริษัทฯ ถือหุ้นใน ABMC คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 99.99 ของทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้วของ ABMC

ในเดือนพฤศจิกายน 2557 บริษัทฯ มีมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2557 อนุมัติการเปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้นที่ตราไว้จาก 1.00 บาท เป็น 0.50 บาท และได้เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 275.00 ล้านบาท เป็น 375.00 ล้านบาท โดยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 200.00 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 โดยได้จดทะเบียนเพิ่มทุนกับกระทรวงพาณิชย์เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2557

เมื่อวันที่ 16 และ 19 - 21 ตุลาคม 2558 บริษัทเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนทั้งหมดจำนวน 200,000,000 หุ้นในราคาหุ้นละ 5 บาท คิดเป็นเงินจำนวน 1,000 ล้านบาท และบริษัทได้รับชำระค่าหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าวในวันที่ 22 ตุลาคม 2558 บริษัทเสนอขายแบ่งเป็น

1. หุ้นสามัญเพิ่มจำนวน 181,540,000 หุ้น เสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไป

2. หุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 18,460,000 หุ้น เสนอขายต่อกรรมการและ/หรือผู้บริหารของบริษัทและ/หรือบริษัทย่อยของบริษัท

บริษัทได้จดทะเบียนการเพิ่มทุนชำระแล้วจากเดิม 275 ล้านบาท (หุ้นสามัญ 550,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท) เป็น 375 ล้านบาท (หุ้นสามัญ 750,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท) กับกระทรวงพาณิชย์เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2558

บริษัทฯ มีวัตถุประสงค์ใช้เงินเพิ่มทุนเพื่อขยายศักยภาพในการให้บริการศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์และศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง ศูนย์การแพทย์ประกันสังคม ศูนย์พักฟื้นและดูแลผู้สูงอายุ โครงการขยายการให้บริการโดยการก่อสร้างโรงพยาบาลแห่งใหม่ และ/หรือลงทุนในกิจการโรงพยาบาลที่มีศักยภาพ รวมถึงสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน โดยบริษัทได้ชำระคืนเงินกู้ยืมระยะยาวของบริษัทฯและบริษัทย่อย ครบทั้งจำนวน ทำให้ปัจจุบันทรัพย์สินถาวรทั้งหมดของบริษัท ตลอดจนอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทและบริษัทย่อยโดยปราศจากภาระผูกพันใดๆทั้งสิ้น

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้รับหุ้นสามัญของบริษัทเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และเริ่มซื้อขายในวันที่ 28 ตุลาคม 2558